Tuesday, February 28, 2012

บทที่ 4 บริการสนเทศ


บริการสนเทศ (Information Service)
บริการสนเทศ (Information Service)
                   บริการสนเทศ (Information Service) หมายถึง บริการที่จัดหารวบรวมข่าวสารทั้งทางด้านการศึกษา อาชีพส่วนตัว และสังคมโดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการต่างๆ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์แจกแจง เพื่อให้เป็นข้อสนเทศและพร้อมที่จะนำเสนอให้แก่นักเรียนหรือผู้รับบริการด้วยเทคนิคและวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม เพื่อที่นักเรียนหรือผู้บริการสามารถที่จำนำมาประกอบการตัดสินใจได้ด้วยตนเองต่อไป
วัตถุประสงค์ของบริการสนเทศ
                   การจัดบริการสนเทศมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญหลายประการตามที่ นอรีสและคณะ (Norris, Zeran Hatch, 1960: 24 – 29) กล่าวไว้ดังนี้
                   1.   เพื่อพัฒนาความเข้าใจและการยอมรับตนเองของบุคคล
                   2.   เพื่อช่วยพัฒนากระบวนการตัดสินใจของบุคคล
                   3.   เพื่อแสดงให้เห็นว่าบุคคลทุกคนมีคุณค่า มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีแห่งตนเอง
                   4.   เพื่อให้ทราบว่าบุคคลมีความแตกต่างกันในด้านความสนใจ ความถนัด ความสามารถและค่านิยมแห่งบุคคล
                   5.   เพื่อให้บุคคลทราบว่าความชำนาญงานแต่ละอาชีพของบุคคลมีความแตกต่างกัน
                   6.   เพื่อให้บุคคลตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสภาพสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการด้านอาชีพของบุคคล
                   7.   เพื่อให้บุคคลได้ทราบถึงโอกาส และปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการศึกษาและการพัฒนาอาชีพทุกระดับ
                   8.   เพื่อให้บุคคลตระหนักว่ามีความจำเป็นที่จะต้องทราบข้อสนเทศทางด้านอาชีพ การศึกษาส่วนตัว และสังคมที่ถูกต้องและเที่ยงตรง
                   9.   เพื่อให้บุคคลได้ทราบและเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่างๆ อย่างกว้างขว้างทั้งทางด้านการศึกษา อาชีพส่วนตัว และสังคม
                   10. เพื่อช่วยให้บุคคลสามารถนำเทคนิควิธีการต่างๆ มาใช้ตีความและแปลความหมายของข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ
                   11. เพื่อช่วยเสริมสร้างเจตคติและนิสัยที่จะช่วยให้การตัดสินใจ และการปรับตัวของบุคคล
                   12. เพื่อช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจทำกิจกรรมตามขอบเขตที่เหมาะสมกับความถนัด ความสามารถ และความสนใจของบุคคล
                   13. เพื่อพัฒนาความสนใจในการประกอบอาชีพที่บุคคลธรรมดาไม่มีความสามารถประกอบได้ แต่เป็นอาชีพที่บุคคลบางคนสามารถประกอบได้
ประเภทของข้อสนเทศ
                   นอรีส และคณะ (Norris, Zeran and Hatch, 1960: 22 – 23) ได้แบ่งข้อสนเทศออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ คือ
                   1.   ข้อสนเทศทางด้านอาชีพ (Occupational Information)
                         ข้อสนเทศทางด้านอาชีพ (Occupational Information) หมายถึง ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรงและก่อให้เกิดประโยชน์เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่การงาน การหาแหล่งงาน การเข้าสู่อาชีพ ลักษณะและชนิดของอาชีพ รวมทั้งสถานภาพของงาน ค่าตอบแทน ความก้าวหน้า ตลอดจนความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต
                   2.   ข้อสนเทศทางด้านการศึกษา (Educational Information)
                         ข้อสนเทศทางด้านการศึกษา (Educational Information) หมายถึง ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรงและก่อให้เกิดประโยชน์เกี่ยวกับโอกาสทางการศึกษาและการฝึกอบรมทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในด้านการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อ หลักสูตรการเรียนและปัญหาต่างๆ ของชีวิตการเป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษา
                   3.   ข้อสนเทศทางด้านส่วนตัวและสังคม (Personal – Social Information)
                         ข้อสนเทศทางด้านส่วนตัวและสังคม (Personal – Social Information) หมายถึง ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง และก่อให้เกิดประโยชน์เกี่ยวกับบุคคลในการที่จะสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งนักเรียน นิสิตนักศึกษาสามารถที่จะนำข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรงเหล่านั้นมาสำรวจตนเอง เพื่อให้เกิดการปรับตัวที่ดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
สาเหตุการแบ่งข้อสนเทศ
                   สาเหตุที่มีการแบ่งข้อสนเทศออกเป็นประเภทต่างๆ นั้น คมเพชร  ฉัตรศุภกุล (2521:6) ได้ให้ทัศนะไว้สรุปได้ดังนี้ คือ
                   1.   เพื่อเน้นให้ข้อมูลแต่ละประเภทมีความเด่นชัดขึ้นมาซึ่งจะเป็นผลทำให้ผู้แนะแนวสนใจในข้อมูลมากขึ้นและสามารถจัดหาข้อมูลได้เป็นอย่างดี
                   2.   การแข่งข้อสนเทศดังกล่าว จะทำให้ผู้แนะแนวมีความมั่นใจว่าข้อมูลทั้งหลายไม่ถูกละเลยเพราะข้อมูลแต่ละด้านนั้นมีความสำคัญพอๆ กัน
                   3.   การแบ่งข้อมูลจะช่วยให้ผู้แนะแนวได้ทราบว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่นักเรียนยังไมได้รับอย่างสมบูรณ์และควรจะให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมอีกบ้างในแต่ละด้าน
แหล่งบริการสนเทศ
                   แหล่งบริการสนเทศ หมายถึง หน่วยงานหรือสถาบันที่ทำหน้าที่สะสมและให้บริการสนเทศ โดยสามารถแบ่งที่มาของแหล่งบริการสนเทศต่างๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ แหล่งปฐมภูมิ (Primary Sources) และแหล่งทุติยภูมิ (Intermediate Sources)
                   -     แหล่งปฐมภูมิ (Primary Sources) แหล่งปฐมภูมิเป็นแหล่งต้นตอของข้อสนเทศ ซึ่งแหล่งต้นตอของข้อสนเทศทั้ง 3 ประเภท มีดังนี้
                         1.   แหล่งต้นตอของข้อสนเทศด้านอาชีพ
                         2.   แหล่งต้นตอของข้อสนเทศด้านการศึกษา
                         3.   แหล่งต้นตอของข้อสนเทศทางด้านส่วนตัวและสังคม
                   -     แหล่งทุติยภูมิ (Intermediate Sources) แหล่งทุติยภูมิ เป็นแหล่งที่ได้รับข้อเสนอจากแหล่งต้นตออีกต่อหนึ่ง แหล่งทุติยภูมิโดยทั่วๆ ไปทั้งทางด้านอาชีพ การศึกษา ส่วนตัวและสังคม นั้นแหล่งทุติยภูมิมีความสำคัญต่อการจัดบริการสนเทศเพื่อการแนะแนวมาก ข้อสนเทศชนิดนี้ได้จากการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ที่มีประสบการโดยตรง
แหล่งบริการสนเทศทางด้านอาชีพ
                   แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
                         1.   แหล่งที่เป็นองค์กรในการผลิต ควบคุม และให้บริการ
                         2.   แหล่งประเภทเอกสารสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาชีพที่ผลิตขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชน ตัวบุคคลและสมาคมวิชาชีพต่างๆ และแหล่งที่ใช้ข้อสนเทศต่างๆ ได้จัดพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวกับข้อสนเทศด้านอาชีพหลายรูปแบบ
                         3.   แหล่งที่เป็นตัวบุคคล ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่พอที่จะเป็นแนวทางหรือตัวอย่างแก่ผู้อื่น
แหล่งบริการสนเทศทางด้านการศึกษา
                   แบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
                         1.   แหล่งที่เป็นองค์กรในการผลิต การควบคุม และให้บริการ
                         2.   แหล่งประเภทเอกสาร สิ่งตีพิมพ์ที่เกี่ยวกับการศึกษาที่ผลิตขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเอกชน ตัวบุคคลและสมาคมวิชาชีพต่างๆ
                         3.   แหล่งที่เป็นตัวบุคคลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานศึกษาต่างๆ
แหล่งบริการสนเทศทางด้านส่วนตัวและสังคม
                   แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
                         1.   แหล่งที่เป็นองค์กรในการผลิตและให้บริการ
                         2.   แหล่งประเภทเอกสาร สิ่งตีพิมพ์ต่างๆ เกี่ยวกับทางด้านส่วนตัวและสังคมที่ผลิตขึ้น โดยหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน ตัวบุคคล และสมาคมวิชาชีพต่างๆ
                         3.   แหล่งที่เป็นบุคคล ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สมควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นได้ หรือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในทางสร้างสรรค์ต่อสังคม โดยอาจจะเชิญท่านเหล่านั้นมาเป็นวิทยากรบรรยาย อภิปราย หรือแสดงปาฐกถาให้แก่นักเรียนหรืออาจให้นักเรียน


บทที่ 5 การจัดกิจกรรม


การจัดกิจกรรม
ความหมายของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
                   กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่จัดอย่างเป็นระบบประกอบด้วยรูปแบบกระบวนการ วิธีการที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง มีความหมายและมีคุณค่าในการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม มุ่งสร้างเสริมเจตคติ คุณค่าชีวิต ปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง สร้างจิตสำนึกในธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ปรับตัวและปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
หลักการ
                   กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีหลักการสำคัญ ดังนี้
                   1.   มีเป้าหมายของการจัดกิจกรรมที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และครอบคลุมผู้เรียนทุกคน
                   2.   เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพตามความสนใจ ความถนัด ความต้องการ เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะ
                   3.   เป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังและส่งเสริมจิตสำนึกในการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
                   4.   เป็นกิจกรรมที่ยึดหลักการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน องค์กร และหน่วยงานอื่น มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม
เป้าหมาย
                   การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมุ่งส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้เรียนใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการเรียนรู้ไปพัฒนาตนเองให้เกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี อันจะนำไปสู่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แก่ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ
แนวการจัดกิจกรรม
                   สถานศึกษาจัดให้ผู้เรียนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีแนวการจัดกิจกรรม ดังนี้
                   1.   ให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมตามความสนใจ
                   2.   ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย ฝึกการทำงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ตลอดจนสะท้อนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ของผู้เรียน
                   3.   จัดกิจกรรมอย่างสมดุลทั้ง 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยจัดกิจกรรมรายบุคคล กิจกรรมกลุ่ม ทั้งในและนอกสถานศึกษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
                   4.   จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ โดยการศึกษาและใช้ข้อมูลประกอบ การวางแผนอย่างเป็นระบบ เน้นการคิดวิเคราะห์และใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการดำเนินกิจกรรม
                   5.   ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้แบบร่วมมือมากกว่าเน้นการแข่งขันบนพื้นฐาน การปฏิบัติตามวิถีประชาธิปไตย
                   6.   จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่กิจกรรม
ขอบข่ายการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
                   สถานศึกษาต้องจัดกิจกรรมให้ครบทั้ง 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยสามารถจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้หลากหลายรูปแบบและวิธีการ โดยมีขอบข่าย ดังนี้
                   1.   เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในลักษณะเป็นกระบวนการเชิงบูรณาการโดยยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนสามารถบูรณาการระหว่างกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
                   2.   เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นการให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของวิชาความรู้ อาชีพ และการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ตลอดจนเห็นแนวทางในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ
                   3.   เป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังและส่งเสริมจิตสำนึกการทำประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะต่างๆ สนับสนุนค่านิยมที่ดีงามและเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
                   4.   เป็นกิจกรรมที่ฝึกการทำงานและการให้บริการด้านต่างๆ ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อส่วนรวม เพื่อเสริมสร้างความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทร ความเป็นพลเมืองดี และความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม
บทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
                   การดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสถานศึกษาสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม
                   บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา
                   1.   กำหนดแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา และโดยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
                   2.   ผู้บริหารชี้แจง ทำความเข้าใจ และสร้างความตระหนักให้บุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนเห็นคุณค่าและร่วมมือในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
                   3.   พัฒนาและส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และมีความทันสมัยในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสถานการณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
                   4.   สร้างเครือข่ายและประสานความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสถานศึกษากับผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรม
                   4.   นิเทศ ติดตาม ให้คำปรึกษา ประเมินผล และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
                   6.   แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงานที่ประสบผลสำเร็จกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
                   บทบาทของครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม
                   1. ศึกษาหลักการ วัตถุประสงค์ ขอบข่าย แนวการจัดกิจกรรม การประเมินผลพัฒนาผู้เรียน และจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมาย
                   2. ชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้เรียนและผู้ปกครองเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
                   3. ร่วมกับผู้เรียนออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด ความสนใจของผู้เรียน และเป็นไปตามหลักการ ปรัชญา และแนวการจัดกิจกรรมพัฒนานักเรียน
                   4.   ส่งเสริม กระตุ้น และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระในการจัดทำแผนงาน โครงการ ร่วมปฏิบัติกิจกรรม และการประเมินผล
                   5.   ให้คำปรึกษา ดูแล ติดตาม ประสานงาน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนในการร่วมกิจกรรมให้เป็นไปตามแผน
                   6. ประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้เรียน และซ่อมเสริมกรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์พร้อมจัดทำเอกสารหลักฐานการประเมินผล
                   7. รายงานผลการดำเนินกิจกรรมให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ แล้วนำผลการจัดกิจกรรมมาพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข
                   8. แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงานที่ประสบผลสำเร็จกับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
                   บทบาทของผู้เรียน
                   1. ศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ตนเอง และเข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ หรือตามข้อเสนอแนะของสถานศึกษา
                   2.   เข้ารับการปฐมนิเทศจากครูผู้รับผิดชอบกิจกรรม
                   3. ร่วมประชุมเลือกตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ตามลักษณะของกิจกรรม
                   4. ร่วมประชุมจัดทำแผนงาน โครงการ ปฏิทินงาน และปฏิบัติกิจกรรม ด้วยความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ
                   5. ร่วมประเมินการปฏิบัติกิจกรรมและนำผลมาพัฒนาตนเอง และนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมต่อครูผู้รับผิดชอบ
                   6.   แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดประสบการณ์ ทบทวน และสะท้อนความรู้สึกภายหลังการปฏิบัติกิจกรรม (After Action Review: AAR) รวมทั้งสร้างเครือข่ายจิตอาสาและขยายผลต่อยอดสู่ความยั่งยืน
                   บทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา
                   1.   ให้ความเห็นชอบและมีส่วนร่วมในการกำหนดวางแผนดำเนินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
                   2.   ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความเหมาะสม
                   บทบาทของผู้ปกครองและชุมชน
                   1. มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดกิจกรรม และอาสาร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสถานศึกษาและชุมชน
                   2. ยอมรับในศักยภาพของผู้เรียน ให้โอกาสให้ผู้เรียนได้สำรวจตนเองเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกแผนการเรียน การศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพ
                   3. ดูแล เอาใจใส่ผู้เรียน และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาของผู้เรียน
                   4. เป็นที่ปรึกษาหรือแนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีงามให้แก่ผู้เรียน
                   5. ร่วมมือกับสถานศึกษาเพื่อติดตามประเมินผลพัฒนาและการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน

บทที่ 6 บริการให้การปรึกษา


บริการให้การปรึกษา
การให้คำปรึกษา (Counseling)
                   กระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มาขอคำปรึกษา เพื่อให้เขาได้ใช้ความสามารถที่เขามีอยู่จัดการกับปัญหาของเขาได้ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้กระบวนการให้คำปรึกษาจะเกี่ยวข้องกับสิ่งสำคัญ 3 ประการ
                   1. ผู้ให้คำปรึกษา (Counselor)
                   2. ผู้มาขอรับคำปรึกษา (Counselee)
                   3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Counselor และ Counselee
จิตวิทยาการให้คำปรึกษา ต้องพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
                   1. การเข้าใจตนเอง (Counselor)
                   2. การเข้าใจผู้มาของรับการปรึกษา
                   3. การเข้าใจธรรมชาติการแสดงออกของมนุษย์ (Human interaction Model)
                   4. เข้าใจธรรมชาติของปัญหาและการวิเคราะห์ปัญหา
                   5. เข้าใจลักษณะการให้คำปรึกษา จรรยาบรรณการให้คำปรึกษา
                   6. ขั้นตอนการให้คำปรึกษา
                   7. เทคนิคการคำปรึกษา
                   8. ฝึกปฏิบัติ (Practicum)
คนที่จะประสบความสำเร็จต้องเก่งอย่างน้อย 3 เก่ง
                   1.   เก่งงาน (Task Ability)
                         คุณสมบัติของคนเก่งงาน
                         1.1  ต้องมีความรู้และความชำนาญในงานนั้น
                         1.2  ต้องมีความรับผิดชอบสูง
                         1.3  รวดเร็ว ถูกต้อง
                         1.4  มองการณ์ไกล มี Vision
                   2.   เก่งคน (Social Ability)
                         คุณสมบัติของคนเก่งคน
                         2.1   เข้าใจตน เข้าใจคนอื่น
                         2.2   ปรับตน ปรับคนอื่น
                   3.   เก่งคิด(Conceptual Ability)
                         ชนิดของปัญหา (3 Kinds of Problems)
                         1.    ข้อเท็จจริง (Factual Problem) เช่น ปัญหารถสตาร์ทไม่ติด
                         2.    อารมณ์ (Emotional Problem) เช่น ปัญหาคู่สมรส
                         3.    ผลประโยชน์ (Beneficial Problem)
ขั้นตอนของการให้คำปรึกษา
                   1. สร้างความคุ้นเคย (Rapport)
                   2. เริ่มต้นการให้คำปรึกษา (Opening the Interview)
                   3. การกำหนดปัญหา (Setting Problems)
                   4. การรวบรวมข้อมูล (Collecting Data)
                   5. การร่วมแก้ปัญหา (Solving the Problem)
                   6. ขั้นให้ข้อเสนอแนะ (Suggestion)
                   7. ขั้นสรุปและปิดการสนทนา (Summarization & Closed Case)
เทคนิคการให้คำปรึกษา
                   1. สร้างความคุ้นเคย (Rapport)
                   2. การถาม (Asking)
                   3. การฟัง (Listening)
                   4. การให้ความกระจ่าง (Clarification)
                   5. ขั้นให้ข้อเสนอแนะ (Suggestion)
                   6. การสะท้อนความรู้สึก (Reflection of feeling)
                   7. การสะท้อนเนื้อหา (Reflection of Content)
                   8. การสรุป (Summarization)
                   9. การเงียบ (Silence)
จิตวิทยาการให้คำปรึกษา
                   จิตวิทยา คือ ศาสตร์ (Logos) ที่ศึกษาพฤติกรรม (Behavior) ของมนุษย์และสัตว์ เราศึกษาพฤติกรรม เพื่อรู้พฤติกรรมภายใน (Convert Behavior) หรือจิตศึกษาจิตวิทยาเพื่อ
                         1. ให้เกิดความเข้าใจ
                         2. ให้สามารถอธิบายได้
                         3. ทำนาย
                         4. ควบคุม

บทที่ 7 การศึกษารายกรณี


การศึกษารายกรณี
                   การศึกษารายกรณี หมายถึง การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล อย่างลึกซึ้งและวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมเช่นนั้น หรือมีพฤติกรรมแปลกไปว่ามีสาเหตุมาจากอะไร รวมทั้งแปลความหมายของพฤติกรรมนั้นๆ ว่ามีความสัมพันธ์กับปัญหา และการปรับตัวของบุคคลอย่างไร (พนม ลิ้มอารีย์.  2538: 8) ซึ่งสอดคล้องกับกมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2529: 3) ได้กล่าวว่า การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี   คือ การศึกษารายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญของหน่วยใดหน่วยหนึ่งในสังคม เช่น บุคคล กลุ่ม ชุมชน สถาบัน ฯลฯ โดยเฉพาะในปัจจุบัน มักเน้นศึกษารายละเอียดของแต่ละบุคคล การศึกษารายละเอียดของแต่ละบุคคลนี้ จะต้องศึกษาต่อเนื่องกันไป
                   ในระยะเวลาหนึ่ง แล้วนำรายละเอียดที่ได้มาวิเคราะห์ตีความ เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม  ซึ่งอาจจะเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาก็ได้ พัฒนาการด้านต่างๆ ความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้าน ถ้าในรายที่เป็นปัญหา จะได้ใช้เป็นแนวทางในการที่จะช่วยเหลือหรือแก้ไข แต่ถ้าในรายที่ไม่เป็นปัญหาจะได้ใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน ส่งเสริม หรือนำไปเป็นแบบฉบับแก่บุคคลอื่นต่อไปในปัจจุบัน และในอนาคต
                   ประหยัด  ลักษณะงาม (2524 : 37) กล่าวว่า การศึกษารายกรณีเป็นวิธีการศึกษาบุคคลอย่างละเอียดทุกด้านต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน นับเป็นเทคนิคหนึ่งของการแนะแนวที่ใช้เทคนิคการแนะแนวหลายๆ อย่างรวมยอดข้อมูลทุกด้านของบุคคล ต่อจากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาจัดรวมกันไว้อย่างเป็นระบบ  เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวินิจฉัยปัญหา เพื่อช่วยให้มองเห็นบุคลิกภาพของบุคคล จนสามารถเข้าใจถึงธรรมชาติของบุคคลและหาสาเหตุของปัญหาชัดเจน แล้วจึงนำข้อมูลมาพิจารณาวางแผนให้ความช่วยเหลือแนะแนวให้บุคคลพยายามแก้ไขปัญหา และพัฒนาสภาพชีวิตของตนให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                   สุภาพรรณ  โคตรจรัส (2528: 1) กล่าวว่า การศึกษารายกรณี เป็นการศึกษาและวิเคราะห์สิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยละเอียด อาจเป็นการศึกษาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคล กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง การศึกษารายกรณี มิได้หมายความเฉพาะการรวบรวมข้อมูล ประวัติของบุคคลที่ถูกทำการศึกษาเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์จัดหมวดหมู่ และหาความสัมพันธ์ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยการให้ข้อเสนอแนะเพื่อดำเนินการ และการติดตามผลตามลำดับ
                   นันทิกา   แย้มสรวล (2529:7) ได้สรุปความคิดรวบยอดของการศึกษารายกรณีว่าเป็นวิธีการศึกษาบุคคลอย่างละเอียดทุกด้านต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เป็นการรวบรวมข้อมูลทุกด้านของบุคคลมาจัดไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวินิจฉัยปัญหา เพื่อช่วยให้มองเห็นบุคลิกภาพรวมของบุคคล จนสามารถเข้าใจถึงธรรมชาติของบุคคลและสาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจน แล้วนำข้อมูลมาพิจารณาวางแผนให้การช่วยเหลือ แนะแนวให้บุคคลพยายามแก้ไขและพัฒนาสภาพชีวิตของตนให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                   วัชราภรณ์  อภิวัชรางกูร  (2535:10)  กล่าวว่า การศึกษารายกรณี หมายถึง การศึกษาเรื่องราวของบุคคลอย่างละเอียดโดยผ่านกระบวนการในการศึกษารายกรณี เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงกระบวนการของพฤติกรรม ประสบการณ์ และการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมทั้งแนวทางช่วยเหลือ การป้องกัน  และการส่งเสริม เพื่อให้บุคคลที่ถูกศึกษานั้นสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                   รุ่งทิพย์   ยอดประดู่ (2536 :9) กล่าวว่า การศึกษารายกรณี หมายถึง การศึกษาเรื่องราวของบุคคลอย่างละเอียดโดยผ่านกระบวนการศึกษารายกรณี เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดปัญหา เพื่อจะหาแนวทางช่วยเหลือบุคคล ให้สามารถปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นทุกด้าน พร้อมทั้งแนวทางในการช่วยเหลือ  การป้องกัน และการส่งเสริมให้บุคคลที่ถูกศึกษานั้นสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ
                   จากแนวคิดข้างต้น จึงสรุปได้ว่า การศึกษารายกรณี หมายถึง การศึกษาสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลอย่างละเอียด โดยใช้เครื่องมือในการแนะแนวเพื่อหาทางช่วยเหลือ ป้องกัน และส่งเสริมเพื่อให้บุคคลที่ถูกศึกษานั้นสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
ความมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี
                   1. เพื่อสืบค้นหาสาเหตุที่ทำให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมที่ผิดปรกติ ซึ่งทางโรงเรียนจะได้ให้ความช่วยเหลือและแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
                   2. เพื่อสืบค้นรูปแบบของพัฒนาการของนักเรียน ทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจิตใจ
                   3. เพื่อช่วยให้นักเรียนได้เกิดความเข้าใจในตนเอง สามารถพัฒนาวางแผนชีวิต และตัดสินใจเลือกแนวทางการศึกษาต่อ และเลือกอาชีพที่เหมาะสม
                   4. เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจในตัวเด็กของตนได้ดีขึ้น
                   5. เพื่อช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง และถูกต้อง
ประโยชน์ของการศึกษารายกรณี
                   ในวิธีการศึกษารายกรณี ที่นำมาใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นรายบุคคลเพื่อให้กรแนะแนวนั้น จัดเป็นกลวิธีที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่นำมาใช้และบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมากซึ่งจำแนกออกได้ ดังนี้
                   ประโยชน์ต่อครูหรือผู้แนะแนวที่เป็นผู้ศึกษาโดยตรง
                         1.   ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวได้ทราบรายละเอียด เกี่ยวกับตัวนักเรียนอย่างกว้างขวาง ทำให้รู้จักและเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างแท้จริง 
                         2. ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวเข้าใจถึงสาเหตุและเงื่อนไขต่างๆ ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ทำให้มองเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนได้อย่างเหมาะสม 
                         3. ช่วยให้ครูและผู้แนะแนวมีความรู้และมีทักษะในการใช้เครื่องมือและกลวิธีต่างๆ ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน และยังช่วยให้เป็นคนที่มีเหตุผล รู้จักเก็บข้อมูลอย่างมีระบบ รู้จักแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้มาประกอบในการพิจารณาตัดสินใจ
                   ประโยชน์ต่อนักเรียนที่เป็นผู้ไดรับการศึกษา
                         1. ช่วยให้นักเรียนได้เกิดความเข้าใจตนเอง ยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองมีการปรับปรุงตนเอง หรือแก้ไขปัญหาของตน เพื่อช่วยให้มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น
                         2. ช่วยให้นักเรียนมีกำลังใจและมีความเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความหวัง
                   ประโยชน์ต่อคณะครูและโรงเรียน
                         1. ช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจนักเรียนของตนดีขึ้น ยินดีให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้นักเรียน
                         2. ช่วยให้โรงเรียนได้ทราบความเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของตัวเด็ก ทำให้สามารถนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมและการใช้บริการด้านต่างๆ แก่นักเรียนได้อย่างเหมาะสม
                   ประโยชน์ต่อผู้ปกครองของนักเรียนที่ได้รับการศึกษา
                         1. ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจเด็กของตนดีขึ้น ทำให้สามารถปฏิบัติต่อบุตรได้อย่างเหมาะสม
                         2. ช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความสบายใจ เพราะตระหนักได้ว่า โรงเรียนมีความตั้งใจและจริงใจในการป้องกัน ช่วยเหลือ แก้ไขและส่งเสริมพัฒนานักเรียน
การเลือกนักเรียนเพื่อทำการศึกษารายกรณี 
                   ในการศึกษารายกรณีนั้น ครูสามารถเลือกนักเรียนได้หลายประเภท ไม่จำเป็นจะต้องเลือกเฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาเท่านั้น ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการศึกษาของครูว่า ต้องการทราบเรื่องอะไร ครูควรเลือกนักเรียนเพื่อทำการศึกษารายกรณี สามารถจำแนกได้ดังนี้
                         1) นักเรียนที่ประสบผลสำเร็จในด้านการเรียนดีเยี่ยม
                         2) นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษบางอย่าง เช่น ศิลปะ ดนตรี ฯลฯ
                         3) นักเรียนที่มีปัญหามาก
                         4) นักเรียนที่มีความทะเยอทะยานมีกำลังใจเข้มแข็งที่จะเอาชนะอุปสรรค
                         5)  นักเรียนที่เรียนอ่อนไม่สมารถที่จะทำงานในระดับที่เรียนอยู่ได้
                         6)  นักเรียนที่มีพฤติกรรมดีเด่นสมควรเอาเป็นตัวอย่าง
                         7) นักเรียนที่มีพฤติกรรมปรกติธรรมดาทั่วๆ ไป